WE SPECIALISE IN BOOSTER PUMPS AND FIRE PUMPS

ระบบป้องกันอัคคีภัยภายในอาคาร

 

            ในปัจจุบันการก่อสร้างอาคารได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีอาคารขนาดใหญ่หลายแสนตารางเมตร และอาคารสูงหลายสิบชั้น รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเคมี ยา สี สารไวไฟ ในขณะที่ความรู้ และการให้ความสำคัญเกี่ยวกับระบบป้องกันอัคคีภัยยังคงมีไม่มาก กฎหมายที่มีอยู่ก็ล้าสมัย แม้กระทั่งข้อบังคับเกี่ยวกับการติดตั้งระบบสปริงเกอร์ ก็เพิ่งจะกำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 33 ที่ประกาศใช้ในปี 2535 ที่ผ่านมานี้เองที่ระบุให้อาคารที่มีขนาดเกินกว่า 10,000 ตร.ม. หรือสูงกว่า 23 เมตร จะต้องมีระบบนี้ 
           

            เนื่องจากประเทศไทยยังขาดรายละเอียดมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยดังนั้นสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อยกร่างมาตรฐานปี พ.ศ. 2526 และเพิ่มรายละเอียดหัวข้อสำคัญเข้าไปอีก
ต้องยอมรับกันว่า ผู้ลงทุนในบ้านเราจะมองผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าความปลอดภัย หรือสวัสดิภาพของผู้ใช้อาคาร และหากไม่มีแรงจูงใจสนับสนุนก็จะลงทุนในส่วนนี้เฉพาะเท่าที่กฎหมายบังคับ หรือ ในบางกรณีหากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง ก่อนกฎหมายปี 2535 จะประกาศใช้ก็มีผู้ยื่นขออนุญาตไว้ล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก



            การสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยในอาคาร จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย การเพิ่มบันไดหนีไฟ ขนาดบันไดหนีไฟจำนวนและขนาดของลิฟต์ดับเพลิง ปล่องอัดอากาศปล่องระบายควันไฟก็มักจะติดปัญหา โดยสถาปนิกจะอ้างว่าทำให้พื้นที่ใช้งานของอาคารลดลง จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือ แต่หากกฎหมายยอมให้พื้นที่เหล่านี้ไม่ต้องถูกนับเป็นพื้นที่ในการคำนวณ F.A.R. (Floor Area Ratio) ก็จะเป็นการสนับสนุนให้อาคารมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น


            สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เจ้าของอาคารและหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ วิศวกรและสถาปนิก ควรจะให้ความร่วมมือในการก่อสร้างอาคารให้ได้มาตรฐาน และขอให้เลิกที่จะคิดหาช่องทางวิธีการเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงกันเสียที เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับจะไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกรและสถาปนิก ท่านควรที่จะระลึกอยู่เสมอว่าอาคารแต่ละอาคารมีอายุหลายสิบปี หากอีกสิบปีข้างหน้าอาคารที่ท่านรับผิดชอบมีปัญหา ท่านก็จะถูกตราหน้าว่าท่านออกแบบ ก่อสร้าง โดยขาดความรับผิดชอบต่อสังคม วิศวกรและสถาปนิกที่ออกแบบศูนย์การค้าที่ถูกไฟไหม้โดยมีบันไดหนีไฟที่ผิด ใช้วัสดุที่ติดไฟ ใช้พลาสติกก่อให้เกิดสารพิษ ไม่มีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงและถังสำรองน้ำดับเพลิง ใช้โครงสร้างเหล็กที่ไม่มีการป้องกันการเสียหายจากเพลิงเมื่อเกิดเหตุ ท่านคือผู้ที่ต้องถูกตำหนิ และท่านต้องไม่ลืมว่าความรับผิดชอบทางวิชาชีพนั้นมีความรับผิดชอบตลอดอายุของอาคาร ตัวท่านเอง ญาติพี่น้อง ลูกหลาน เพื่อนอาจจะเป็นผู้หนึ่งที่เข้ามาในอาคารเหล่านี้ หวังว่าเหตุการณ์อัคคีภัยอย่างที่เกิดในสถานดิสโก้ที่เคซอนซิตี้ ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อ 19 มีนาคม 2539 ทำให้มีคนตายถึง 150 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาคงไม่เกิดขึ้น

 

หลักการออกแบบอาคารให้ปลอดภัยจากอัคคีภัย
           

            การออกแบบอาคารที่ดีโดยทั่วไป จะประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า Passive และส่วนที่เรียกว่า Active ส่วน Passive หมายถึง การวางตัวอาคารการกำหนดระยะห่างของอาคาร การจัดระบบจราจรของรถ การจราจรของคน การจัดบันได การจัดแนวผนังกันไฟ การหนีไฟ รวมถึงรูปแบบอาคาร ส่วน Active หมายถึง ระบบป้องกันเพลิง เช่น ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ท่อดับเพลิง ระบบสปริงเกลอร์ เครื่องดับเพลิง ระบบควบคุมควันไฟ เป็นต้น


           

            สำหรับอาคารสร้างใหม่ ควรจะให้ความสำคัญของส่วน Passive เป็นอย่างมาก เพื่อที่จะให้อาคารได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยในตัว (Inherent Fire Safety) ตั้งแต่แรก หากอาคารมีความปลอดภัยในตัวแล้ว การที่จะเสริมด้วยระบบ Active ต่างๆ ก็จำทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ
           

            ส่วนอาคารที่สร้างแล้วหรืออาคารเก่า จะต้องมีการสำรวจเพื่อประเมินสภาพของอาคารแล้ว จึงทำการปรับปรุงอาคารให้มีความปลอดภัยสูงขึ้น เช่น การเพิ่มประตูหนีไฟ การเพิ่มผนังกันไฟ หลังจากนั้นจึงเสริมด้วยระบบ Active ต่าง ในกรณีอาคารที่สร้างแล้วมักจะพบว่ามีปัญหาอยู่เสมอ และปรับปรุงได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตั้งระบบป้องกันเพลิงต่าง ๆ ในภายหลังจากที่อาคารสร้างเสร็จแล้ว มักจะพบว่าทำได้ยากและต้องลงทุนสูงกว่าในกรณีก่อสร้างอาคารใหม่หลายเท่าตัว เผลอๆ ในระหว่างการติดตั้งยังอาจจะไม่ปลอดภัยอีกด้วย

 

กฎกระทรวง

ปัจจุบันกฎกระทรวงที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอัคคีภัยภายในอาคารมีดังนี้

1. กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535)
            กำหนดลักษณะของอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษและระบบระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า ระบบป้องกันเพลิงไหม้ ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบระบายน้ำทิ้ง ระบบประปา ระบบการกำจัดขยะ และระบบลิฟต์

2. กฎกระทรวงที่ฉบับที่ 39 (พ.ศ. 2537)
            กำหนดเรื่องระบบการป้องกันอัคคีภัย ระบบสุขาภิบาล ระบบการจัดแสงสว่าง การระบายอากาศสำหรับอาคารทั่วไปนอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะห่างระหว่างอาคาร ระยะทางเดินหลังอาคาร ห้องแถว ตึกแถวสำหรับการดับเพลิง รถดับเพลิงและการหนีไฟ

3. มาตรฐาน วสท.

         

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย มีดำริที่จะจัดทำมาตรฐานระบบเครื่องกลในอาคารเมื่อต้นปี 2538 ที่ผ่านมา โดยมีมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตสุขภาพ และความปลอดภัย ในที่นี้มาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยรวมอยู่ด้วย มาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยฉบับใหม่จะเป็นฉบับที่พัฒนาเพิ่มเติมต่อจากมาตรฐานเดิม ฉบับปี พ.ศ. 2536 โดยมีการจัดหมวดหมู่ใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานเครื่องกลในอาคารฉบับอื่นๆ พร้อมทั้งยังมีการปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยเดิมให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมาตรฐานเดิมได้จัดทำไว้นานแล้ว 

4. มาตรฐาน NFPA
      
            วิศวกรในประเทศไทยจะคุ้นเคยกับมาตรฐาน National Fire Protection Association (NFPA) เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่ถือว่า เชื่อถือได้ และได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก สำหรับมาตรฐานของอังกฤษ หรือ Fire Office Committee (FOC) ปัจจุบันไม่ค่อยมีใครใช้แล้ว

การออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัยโดยการวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์

            นอกจากออกแบบและติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย โดยใช้มาตรฐานดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในปัจจุบันยังมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์ลักษณะของการเกิดอัคคีภัย เพื่อช่วยในการจัดระบบระบายควันไฟ และระบบสปริงเกลอร์รวมทั้งช่วยในการประเมินเวลาหนีภัย ลักษณะการออกแบบนี้จะมีหลักการต่างจากการออกแบบมาตรฐาน ซึ่งถือว่าเป็นการทำตามตัวหนังสือ ซึ่งมีจุดอ่อนที่ในบางกรณีจะมีเหตุผลสนับสนุนไม่เพียงพอการใช้การศึกษาถึงลักษณะการเกิดอัคคีภัย (Performance Based Analysis) แล้วจึงมาดำเนินการออกแบบ ทำให้การออกแบบมีที่มาของเหตุผลที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับการออกแบบระบบวิศวกรรมอื่น ๆ ทำให้เกิดความประหยัด และการทำงานของระบบมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม


อาคารที่ปลอดภัย

องค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคาร ได้แก่

            การทนไฟ อาคารที่ปลอดภัยควรจะมีโครงสร้างหลักที่มีความสามารถในการทนไฟได้โดยไม่พังทลาย ได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง และควรจะใช้วัสดุประกอบอาคารที่ไม่ติดไฟ และไม่ก่อให้เกิดก๊าชพิษเมื่อไฟเผา หากมีพื้นที่เก็บสารอันตรายควรจะมีผนังกันไฟที่สามารถทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง

            - การทนไฟ มาจากคำว่า Fire Rating หรืออัตราการทนไฟ เช่น 1.5 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง หรือ 4 ชั่วโมง
            - การติดไฟ มาจากคำว่า Combustible ถ้าวัสดุติดไฟได้ เรียกว่า Combustible Material 
            - วัสดุทนไฟ มาจากคำว่า Fire Resistant Material แต่วัสดุที่ถูกไฟแล้วดับได้เอง เรียกว่า Self Extinguished Material หรือชนิดที่ไม่ลามไฟจะเรียกว่า Fire Retardant Material
            - สารไวไฟ มาจากคำว่า Flammableช่น Flammable Liquid พวกน้ำมัน แอลกอฮอล์ เป็นต้น
            - วัสดุอุดกันไฟ มาจากคำว่า Fire Seal หมายถึงสารที่ใช้อุดช่องว่างระหว่างพื้น หรือผนังกันไฟ เพื่อป้องกันไฟลาม

            อาคารที่ดีจะต้องสามารถป้องกันการลามของไฟได้ดี และต้องคงทนเมื่อเกิดอัคคีภัยมีการแบ่งพื้นที่ป้องกัน จัดให้มีผนังกันไฟ (Fire Compartment) และผนังกันควันไฟ (Smoke Compartment) 

ทางหนีไฟ

            อาคารที่ปลอดภัยจะต้องมีแผนการหนีไฟที่ดี มีบันไดหนีไฟที่ทนไฟและมีตำแหน่งและขนาดที่พอเพียงในการที่จะสามารถลำเลียงคนลงมายังชั้นล่าง และออกสู่ภายนอกอาคารได้อย่างรวดเร็วและเกิดอันตรายน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังอาจจะเสริมด้านการหนีไฟด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การให้มีลิฟต์พิเศษสำหรับลำเลียงผู้ป่วยและผู้พิการ การจัดให้มีการหนีไฟทางอากาศฉุกเฉิน หรือการจัดให้มีพื้นที่นิรภัย (Refuge Area)

 

พื้นที่นิรภัย

            คือพื้นที่ที่มีโครงสร้างที่สามารถป้องกันอัคคีภัยได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งที่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่าง ๆ สาเหตุที่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่นิรภัยก็เนื่องจากในอาคารสูง การที่จะอพยพคนทั้งหมดออกจากอาคารในคราวเดียวจะมีปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพความยุ่งยากในการที่จะลงบันไดมาหลายสิบชั้นปัญหาความสามารถในการลำเลียงคน ปัญหาผู้ที่ได้รับอันตราย ปัญหาผู้สูงอายุ พิการ ฯลฯ พื้นที่นิรภัยจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับชั่วคราว (Buffer Area) ในระหว่างการอพยพคนได้ 

            การจัดทางหนีไฟควรจะพิจารณาให้มีทางเลือกได้ 2 ทาง ซึ่งให้อยู่คนละทิศทาง (2-Ways Means of Escape) หากมีปัญหาอุปสรรคทำให้ไม่สามารถหนีได้ทางหนึ่งจะได้มีโอกาสที่จะหนีออกไปได้อีกทาง ดังนั้นการใช้บันไดชนิดที่มี 2 บันไดในปล่องบันไดที่ไม่ปลอดภัยเนื่องจากประตูบันไดจะอยู่ในบริเวณที่ใกล้กันเกินไป บันไดทุกบันได ไม่ว่าจะเป็นบันไดหนีไฟหรือบันไดสัญจรหลักจะต้องปิดด้วยประตูกันไฟเนื่องจากเมื่อเกิดอัคคีภัย ปล่องบันไดอาจจะเป็นทางกระจายของเพลิงและควันไฟได้เป็นอย่างดี

            ลิฟต์สำหรับพนักงานดับเพลิง อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่ จะต้องจัดให้มีลิฟต์สำหรับพนักงานดับเพลิงแยกต่างหากจากลิฟต์ทั่วไป และมีโถงที่มีระบบอัดอากาศที่มีขนาดไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตร พร้อมหัวต่อสายส่งน้ำดับเพลิงตามกฎหมายระบุให้มีลิฟต์ดับเพลิงอย่างน้อย 1 ชุด แต่ในทางปฏิบัติ ควรจะพิจารณาให้มีจำนวนมากกว่านี้ เช่น อาคารที่มีพื้นที่ต่อชั้นมาก ๆ หรืออาคารที่สูงมาก ๆ ควรจะมีลิฟต์ดับเพลิงสำรองด้วย

            ช่องทางดับเพลิง อาคารที่ปลอดภัยยังจะต้องพิจารณาช่องทางเข้าอาคารสำหรับพนักงานดับเพลิงได้อย่างรวดเร็ว จะเห็นว่าอาคารประเภทศูนย์การค้าหลายแห่ง ที่เคยเกิดอัคคีภัย พนักงานดับเพลิงไม่สามารถฉีดน้ำเข้าในอาคารได้ เนื่องจากก่อผนังปิดทึบหมด หรือเป็นผนังที่เจาะทะลุเข้าไปได้ลำบาก จึงทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็น ในต่างประเทศบางประเทศจะมีช่องที่มีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมสีแดง แสดงให้พนักงานดับเพลิงเห็นเป็นช่องทางฉุกเฉินจากภายนอกอาคาร
ห้องศูนย์สั่งการดับเพลิง ควรจะจัดให้มีห้องควบคุมการดับเพลิงที่ประกอบด้วย แผงควบคุมการดับเพลิงที่ประกอบด้วยแผงควบคุมระบบการป้องอัคคีภัยของอาคารมีพนักงานประจำตลอด 24 ชั่วโมง มีแบบแผนผังของอาคาร แผนผังแสดงระบบวิศวกรรมของอาคาร แผนผังแสดงระบบวิศวกรรมของอาคาร คู่มือรายละเอียดต่าง ๆ พร้อมทั้งระบบสื่อสาร ระบบประกาศฉุกเฉิน อุปกรณ์ช่วยชีวิตอุปกรณ์ต่อสู้เพลิง ชุดผจญเพลิง ชุดออกซิเจน เพื่อใช้เป็นศูนย์บัญชาการได้หากเกิดเหตุนอกจากนี้ยังจะต้องพิจารณาการเข้าถึงของรถ และอุปกรณ์ดับเพลิง แหล่งน้ำดับเพลิงตำแหน่งหัวรับน้ำดับเพลิง ศูนย์สั่งการดับเพลิงในอาคารอีกด้วย
            การป้องกันอันตรายจากพื้นที่ข้างเคียง นอกจากจะพิจารณาอาคารของตัวเองแล้ว จะต้องพิจารณาอาคารโดยรอบว่ามีอันตรายหรือไม่ เช่น อาคารที่สร้างโดยที่บริเวณโดยรอบเป็นตลาดผ้า ก็อาจจะต้องมีอุปกรณ์ที่จะช่วยดับเพลิงจากภายนอก หากเกิดเหตุด้วย หรือผนังบางด้านอาจจะต้องเป็นผนังกันไฟ หรือมีหัวฉีดให้เกิดกำแพงน้ำ (Water Curtain)

ธรรมชาติของการเกิดอัคคีภัย

            การเกิดอัคคีภัยเกิดขึ้นจากองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ
                - เชื้อเพลิง วัสดุติดไฟ
                - ออกซิเจน
                - ความร้อน
หากมีทั้ง 3 อย่างครบในสภาวะที่เหมาะสมเมื่อไร ก็จะเกิดไฟขึ้น หรือถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ไฟก็จะดับ 

            หลักการดับเพลิงก็อาศัยการการจำกัดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งนี้ เช่น การใช้น้ำดับเพลิงได้ ก็เนื่องจากน้ำจะลดความร้อนได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันเมื่อเกิดไอน้ำขึ้นจะทำให้ปริมาณสัดส่วนของออกซิเจนในอากาศลดลง การใช้สารเคมีในการดับเพลิงก็คือ การปกคลุมเชื้อเพลิงหรือวัสดุติดไฟไม่ให้สัมผัสกับออกซิเจน หรือป้องกันไม่ให้เกิดการสันดาป จึงสามารถดับเพลิงได้

            การเกิดอัคคีภัยในระยะแรก จะเริ่มจากไฟขนาดเล็ก และเกิดควัน หลังจากนั้นหากปล่อยทิ้งไว้ ในระยะเวลาไม่นานเพลิงก็จะสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากจะดับเพลิงเมื่อเริ่มเกิดจะทำได้ไม่ยาก แต่หากปล่อยให้เพลิงขยายตัวภายในเวลาไม่กี่นาทีก็อาจจะดับได้ยาก

            อันตรายจากการเกิดอัคคีภัยที่มากที่สุดคือ ควันไฟ เพราะจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ส่วนใหญ่พบว่า คนจะตายเนื่องจากสำลักควัน หรือสูดดมก๊าชพิษมากกว่าที่ถูกไฟคลอก ทั้งนี้เนื่องจากควันไฟสามารถเกิดขึ้นได้ในปริมาณมากอย่างรวดเร็วและสามารถกระจายไปตามช่องบันได ตามช่องชาพท์ ช่องลิฟต์ ปล่องระบายอากาศ ฯลฯ ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังจากเริ่มเกิดอัคคีภัย เนื่องจากวัสดุประกอบอาคาร เช่น พรม โฟม ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ พลาสติก ล้วนแล้วแต่เป็นวัสดุที่ก่อให้เกิดก๊าชพิษเมื่อถูกไฟเผาทั้งสิ้น ควันไฟจะมีปริมาณมาก เมื่อการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และเกิดก๊าชที่มีอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาร์บอนมอนนอกไซด์ เมื่อเกิดควันไฟจะทำให้วิสัยทัศน์ลดลง ทำให้เกิดอุบัติเหตุ หาทางออกไม่ได้ และเกิดความชุลมุน การป้องกันอัคคีภัยจึงจะต้องพิจารณาระบบควบคุมควันไฟด้วย

            ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม เนื่องจากความสำคัญของ “เวลา” เมื่อเริ่มเกิดไฟจนขยายตัวกลายเป็นอัคคีภัยสามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง ดังนั้นระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ หรือที่เรียกว่า Fire Alarm System หรือ Fire Monitoring System จึงถือว่าเป็นระบบที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นระบบที่จะทำหน้าที่เตือนที่เรียกว่า Early Warning คือเตือนเมื่อแรกเกิดอัคคีภัย ในปัจจุบันระบบนี้ยังได้มีการพัฒนาให้สามารถทำงานร่วมกับระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติ ระบบประกาศเหตุฉุกเฉินระบบสื่อสารสำหรับพนักงานดับเพลิงด้วย อุปกรณ์หลักในระบบนี้คือ อุปกรณ์ตรวจจับเพลิง (Fire Detector) ซึ่งมีทั้งชนิดที่ทำงานโดยอาศัยอุณหภูมิความร้อน (Heat Detector) และชนิดที่ทำงานโดยอาศัยควันไฟ (Smoke Detector) นอกจากนี้ยังอาจจะมีชนิดพิเศษอื่น ๆ เช่น ชนิดที่ตรวจจับรังสีความร้อนอินฟราเรด (Infrared Detector) 

            อุปกรณ์ตรวจจับเพลิงนี้จะส่งสัญญาณไปยังแผงควบคุม (Fire Alarm Panel) ซึ่งมักจะให้มีกระจายอยู่ตามโซนของอาคาร และมีแผงควบคุมหลัก (Central Fire Monitoring Panel) อยู่ที่ห้องควบคุมส่วนกลางของอาคาร เมื่อเกิดอัคคีภัยก็จะมีสัญญาณไฟ และเสียงเกิดขึ้นที่แผงควบคุม โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ หากตรวจสอบว่าไม่ใช่เป็นสัญญาณผิดพลาด (False Alarm) ก็จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป เช่น ส่งสัญญาณอันตรายภายในอาคารโดยอาศัยกระดิ่ง (Alarm Bell) ลำโพงฉุกเฉิน ฯลฯ เพื่อแจ้งให้คนหนีออกจากอาคาร รวมทั้งอาจจะสั่งการให้หยุดเครื่องปรับอากาศ ติดต่อพนักงานดับเพลิงดำเนินการดับเพลิง ตามมาตรการที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้การส่งสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ยังสามารถใช้อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Station) ด้วย

           

ในกรณีที่ต้องการให้มีสัญญาณแสดงในอีกสถานที่หนึ่ง เช่น ในห้องวิศวกรก็อาจจะให้มีแผงแสดงสัญญาณ (Remote Annunciator Panel) ซึ่งเชื่อมต่อกับแผงควบคุมหลักได้ การเดินสายไฟเชื่อมระหว่างแผงควบคุมประจำชั้น และแผงควบคุมส่วนกลางจะต้องเดินภายในช่องท่อนิรภัย ปลอดภัยจากอันตรายจากเพลิง และใช้สายไฟชนิดทนไฟ (Fire Resistant Cable) หรือชนิดที่ยังสามารถทำงานได้แม้จะถูกไฟเผา และเพื่อให้การดำเนินการภายหลังจากที่ทราบว่าเกิดเพลิงไหม้ ไม่เกิดการโกลาหล และให้ทราบว่าทุกคนควรจะปฏิบัติอย่างไร จึงควรจะมีการซ้อมการทำงานของระบบ และซ้อมการหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ (ตามกฎหมายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง)

            ถังสำรองน้ำดับเพลิง อาคารขนาดใหญ่ และอาคารสูง จะต้องมีถังสำรองน้ำสำหรับการดับเพลิงและเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเป็นของตัวเอง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในขณะที่ตำรวจดับเพลิงยังมาไม่ถึง นอกจากนี้อาคารที่มีความสูงมาก และไม่สามารถเข้าได้จากภายนอกอาคารในระดับสูง การดับเพลิงจะต้องอาศัยระบบภายใน ไม่สามารถดับเพลิงโดยอาศัยรถดับเพลิงได้ เนื่องจากเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่อยู่ประจำรถดับเพลิง โดยทั่วไปไม่มีแรงดันพอที่จะส่งน้ำถึงชั้นสูงๆ ของอาคารได้ และยังมักจะมีปัญหาการหาแหล่งน้ำดับเพลิง เพราะน้ำประปาจากหัวดับเพลิงริมถนน มักจะมีปริมาณไม่เพียงพอ

            ข้อกำหนดในปัจจุบันระบุให้อาคารขนาดใหญ่และอาคารสูง จะต้องมีถังสำรองน้ำสำหรับการดับเพลิงไม่น้อยกว่า 1/2 ชั่วโมง ซึ่งน้อยมากในความเป็นจริงควรจะมีปริมาณสำรองน้ำไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง และในอาคารที่เป็นอาคารสาธารณะ เช่น ศูนย์การค้าควรจะเป็น 2 ชั่วโมง โดยปริมาณน้ำสำรองจะต้องสำรองไว้สำหรับการดับเพลิงเท่านั้นไม่ให้นำไปใช้อย่างอื่น ตำแหน่งของถังน้ำสำรองควรจะอยู่ในชั้นล่างหรือชั้นใต้ดินที่สามารถเติมได้ และควรจะแบ่งเป็น 2 ถัง เผื่อในกรณีล้างถังหรือซ่อมแซมในกรณีที่ถังใบใดใบหนึ่งมีปัญหาและควรจะมีระบบสัญญาณเตือนเมื่อระดับน้ำต่ำกว่าที่กำหนดไว้ นอกจากนี้หากมีถังน้ำประปาบนหลังคาอาคารก็ให้ต่อน้ำจากถังน้ำหลังคาเข้ากับระบบท่อส่งน้ำด้วยเพลิงด้วย ถังน้ำหลังคานี้ถือว่าเป็นส่วนเสริมเท่านั้น

            ระบบส่งน้ำดับเพลิง (Fire pump system) การส่งน้ำดับเพลิงจะอาศัยเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ซึ่งจะประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire pump) ซึ่งจะประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำดับเพลิงชนิดที่ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor Fire Pump) โดยใช้ระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินและชนิดที่ขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซล (Diesel Engine Fire Pump) นอกจากนี้ยังมีเครื่องสูบน้ำเพื่อรักษาความดัน (Jockey Pump) ซึ่งเป็นเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กเพื่อที่จะชดเชยน้ำที่รั่ว หรือระบายทิ้ง ทำให้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงหลักที่มีขนาดใหญ่ไม่ต้องเดิน ๆ หยุด ๆ การติดตั้งควรจะให้น้ำในถังสูงกว่าเรือนเครื่องสูบน้ำเพื่อให้ได้ความดันทางดูด (Positive Suction) และตัดปัญหาการล่อน้ำ

            เครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor Fire Pump) จะต้องรับกำลังไฟฟ้า จากระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินเท่านั้น และระบบจ่ายไฟฟ้าจะต้องอยู่ในส่วนที่ปลอดภัยของอัคคีภัย ข้อดีของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าก็คือ สามารถทำงานได้ทันที ต่างจากชนิดที่ขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลที่ต้องใช้เวลาสตาร์ท ชนิดที่ขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลยังต้องการการดูแลมากกว่า และมีราคาแพงกว่าด้วย แต่ก็จำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่ายังจะคงมีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ทำงานได้ แม้จะไม่มีไฟฟ้าเลย

            เครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire pump) มีหน้าที่สูบน้ำ เพื่อส่งน้ำเข้าระบบท่อดับเพลิง (Fire Standpipe) ให้มีปริมาณการไหลของน้ำที่พอเพียง และความดันที่พอเพียงโดยทั่วไปแรงดันน้ำที่ดีสำหรับสายส่งน้ำดับเพลิงคือ 100 ปอนด์/ตร.นิ้ว และปริมาณการส่งน้ำต่อชุดของสายส่งน้ำขนาด 2.5 นิ้ว จะเป็นประมาณ 250 แกลลอน/นาที และขนาด 1 นิ้ว จะเป็น 100 แกลลอน/นาที

 


Fire pump system


            การคิดว่าจะต้องใช้สายส่งน้ำในการดับเพลิงกี่ชุด จะขึ้นกับขนาดพื้นที่ โดยทั่วไปสายส่งน้ำดับเพลิงจะอยู่ประจำบันไดหนีไฟ เพื่อที่พนักงานดับเพลิงจะสามารถดับเพลิงได้ในขณะที่ยังมีทางหนีได้ หากดับไม่สำเร็จ ระยะความยาวของสายจะเป็น 30 เมตร ซึ่งก็จะสอดคล้องกับระยะห่างระหว่างบันไดที่ระบุไว้ไม่เกิน 60 เมตรพอดี

            ในการคำนวณจำนวนการใช้งานขอสายส่งน้ำดับเพลิง จะคิดให้สายส่งน้ำทุกชุดในชั้นที่เกิดเพลิงไหม้ ทำงานพร้อมกับสายส่งน้ำทุกชุดในชั้นที่เกิดเพลิงไหม้ทำงานพร้อมกับสายส่งน้ำดับเพลิงในชั้นที่ติดกันอย่างน้อยอีก 1 ชุด ในกรณีที่มีระบบสปริงเกลอร์ก็จะคิดปริมาณการส่งน้ำสำหรับสปริงเกลอร์เข้าไปด้วย ซึ่งจะไม่น้อยกว่า 250-300 แกลลอน/นาที

            ในกรณีที่มีอาคารหลายหลังใช้สถานีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงร่วมกัน จะนับเพียงอาคารเดียวอาคารที่ถูกแยกด้วยผนังกันไฟ ก็สามารถนับเฉพาะพื้นที่ส่วนที่แยกส่วนเดียว โดยใช้พื้นที่ที่ใหญ่กว่าเป็นเกณฑ์ได้

            สายส่งน้ำดับเพลิงขนาด 2.5 นิ้ว จะบังคับยาก และมีไว้สำหรับพนักงานดับเพลิงหรือผู้ที่เคยฝึกการใช้มาแล้ว ส่วนสายส่งน้ำขนาด 1 นิ้ว หรือ 1.5 นิ้ว นั้น มีไว้สำหรับคนทั่วไปใช้ได้ เพราะจะบังคับง่ายกว่า สายส่งน้ำขนาด 1 นิ้ว จะเป็นขดสายยางและนิยมใช้ในประเทศอังกฤษและยุโรป ซึ่งจะสะดวกในการใช้เพราะเมื่อลากออกมาจากตู้เพียงไม่กี่เมตรก็จะฉีดน้ำได้เลย ส่วนสายส่งน้ำขนาด 1.5 นิ้ว จะเป็นสายผ้าโพลีเอสเตอร์เหมือนกับขนาด 2.5 นิ้ว ซึ่งจะต้องคลี่ออกตามตามความยาวของสายแล้วจึงจะเปิดน้ำเพื่อฉีดน้ำได้ จึงไม่สะดวกโดยทั่วไปในบ้านเราจึงนิยมใช้สายส่งน้ำที่เป็นสายยางขนาด 1 นิ้ว สำหรับให้คนทั่วไปใช้ได้ประกอบกับข้อต่อและสายส่งน้ำขนาด 2.5 นิ้ว สำหรับให้พนักงานดับเพลิงใช้เมื่อพนักงานดับเพลิงมาถึง

            ส่วนอาคารที่สูงมากอาจจะต้องแบ่งระบบท่อส่งน้ำดับเพลิงเป็นส่วนโซนบน (High Zone) และส่วนโซนล่าง (Low Zone) ในบางอาคารจะต้องมีโซนกลาง (Middle Zone) หรือถังน้ำสำรองดับเพลิงที่กลางอาคาร (Intermediate Fire Tank) ด้วย ทั้งนี้เพื่อที่จะควบคุมความดันน้ำดับเพลิงให้อยู่ในช่วงที่ต้องการ ไม่ต่ำเกินไปและไม่สูงจนเกินไปและให้สอดคล้องกับความสามารถในการรับแรงดันใช้งาน (Working Pressure) ของอุปกรณ์ที่จำหน่ายในท้องตลาด ในกรณีที่แรงดันสูงเกินของอุปกรณ์ที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด ในกรณีที่แรงดันสูงเกินไปก็จะใช้อุปกรณ์ลดแรงดัน (Pressure Reducing Valve) ช่วย ซึ่งก็จะต้องเป็นชนิดที่เหมาะกับการใช้ในระบบการส่งน้ำดับเพลิง

            ท่อส่งน้ำดับเพลิงนี้ยังต้องต่อออกมายังบริเวณหน้าอาคารหรือตำแหน่งที่รถดับเพลิงสามารถเข้าถึงได้ และให้มีหัวรับน้ำดับเพลิง (Fire Department หรือ Siamese Connection) ด้วย
ระบบดังกล่าวนี้จะต้องมีการทดสอบอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทำงานได้ และก็จะต้องมีการฝึกผู้อยู่อาศัยในอาคารให้ทราบถึงตำแหน่งและวิธีการใช้อุปกรณ์ และฝึกวิธีการบังคับหัวฉีดสายส่งน้ำดับเพลิง
การทำงานของระบบจะถูกควบคุมโดยแผงควบคุม ซึ่งจะเชื่อมโยงกับแผงควบคุมการทำงานของเครื่องสูบน้ำดับเพลิง อุปกรณ์แสดงการไหลของน้ำ (Flow Switch) เพื่อแสดงว่ามีการใช้น้ำดับเพลิงที่ตำแหน่งใด อุปกรณ์แสดงตำแหน่งการปิด-เปิดของประตูน้ำหลัก รวมทั้งเชื่อมโยงกับระบบสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วย

            ระบบสปริงเกลอร ในอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่ระบุให้จะต้องมีการติดตั้งระบบฉีดน้ำอัตโนมัติ (Automatic Water Sprinkler) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าระบบสปริงเกลอร์

            โดยทั่วไปท่อส่งน้ำของระบบนี้จะเป็นท่อกระจายทั่วไปในพื้นที่ของอาคาร โดยต่อกับระบบท่อส่งน้ำดับเพลิงนั่นเอง และติดตั้งหัวฉีดน้ำหรือหัวสปริงเกลอร์ตามระยะมาตรฐานให้ครอบคลุมพื้นที่ เช่น 130 ตร.ฟุต/หัว สำหรับพื้นที่อันตรายปานกลาง และ 160 ตร.ฟุต/หัว สำหรับพื้นที่อันตรายน้อย

            การทำงานของหัวฉีดน้ำนี้จะเป็นแบบอัตโนมัติ เมื่อถูกไฟเผาที่อุณหภูมิที่กำหนดไว้ เช่น พื้นที่ทั่วไปมักจะทำงานที่อุณหภูมิ 165 องศาฟาเรนไฮต์ หรือพื้นที่ในหลังคาจะทำงานที่อุณหภูมิ 212 องศาฟาเรนไฮต์ ความดันน้ำที่จะเหมาะสมจะอยู่ในช่วง 20-30 ปอนด์/ตร.นิ้ว การฉีดน้ำจะฉีดกระจายมีชนิดหัวที่ติดชี้ลง (Pendent Type) ใช้กับพื้นที่ทั่วไป และใช้ติดที่เพดาน ชนิดหัวชี้ขึ้น (Upright Type) ใช้กับบริเวณจ อดรถ ห้องเก็บของ เพราะโอกาสจะโดนกระแทกแล้วหัวเกิดการเสียหายมีน้อยกว่าหากติดตั้งใช้หัวขึ้น ข้อแตกต่างระหว่างหัวทั้ง 2 ชนิดนี้ก็คือ แผ่นบังคับทิศทางน้ำนอกจากนี้ยังมีชนิดติดผนัง (Wall Type) ในกรณีที่ไม่สามารถเดินท่อไปยังกลางห้องได้ เช่น ห้องพักในโรงแรม

            หัวฉีดน้ำเหล่านี้จะผ่านการรับรองจากมาตรฐานเช่น UL และ FM มาแล้ว จึงไม่ต้องสงสัยว่า เมื่อเกิดอัคคีภัยจะทำงานได้จริงหรือไม่คือหากถูกเผาถึงอุณหภูมิที่หัวฉีดน้ำถูกผลิตมารับรองว่าหัวจะฉีดน้ำออกมาแน่ ๆ ไม่ต้องห่วงและไม่จำเป็นต้องเผาไฟ เพื่อทำการทดสอบอีก 

            ระบบสปริงเกลอร์ที่ติดตั้งกันอยู่ในบ้านเราจะเป็นแบบที่มีน้ำอยู่ในท่อรอยอยู่พร้อมที่จะฉีดน้ำออกมาได้เลย (Wet Pipe) หากจะเป็นแบบท่อแห้ง (Dry Pipe) ที่ไม่มีน้ำอยู่ จะต้องทำงานร่วมกับระบบตรวจจับเพลิง (Fire Detector) คือเมื่ออุปกรณ์ตรวจจับเพลิง (Fire Detection) จับสัญญานได้ว่าเกิดเพลิงไหม้จึงจะส่งสัญญานให้วาล์ว (Preaction Valve) เปิดน้ำเข้าสู่ระบบท่อสปริงเกลอร์ โดยทั่วไประบบนี้จะใช้กับห้องที่เก็บของมีค่าหรือห้องคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากน้ำในระบบสปริงเกลอร์ ระบบตรวจจับเพลิงในกรณีนี้จะจัดเป็น 2 ชุด (Cross Zoned Wiring) และจะต้องมีอุปกรณ์ตรวจจับเพลิงอย่างน้อย 1 ตัว ในแต่ละชุดทำงานเพื่อยืนยันว่าเกิดเพลิงไหม้จริงจึงจะส่งสัญญานแจ้งให้เปิดน้ำเข้าสู่ระบบท่อแห้งนี้จะต้องมีวาล์วไล่อากาศ (Air Vent) ติดตั้งด้วย เพื่อไล่ลมออกเวลาปล่อยน้ำเข้ามา

ระบบสปริงเกลอร์จะต้องมีระบบท่อน้ำทิ้งประกอบด้วยเพื่อระบายน้ำทิ้งในกรณีที่มีการต่อท่อเพิ่มหรือซ่อมท่อ

            ในต่างประเทศที่มีอากาศหนาว การใช้ระบบท่อแห้ง (Dry Pipe) นี้ มักจะมีสาเหตุเนื่องจากต้องการป้องกันการเสียหายของท่อ เนื่องจากการแข็งตัวของน้ำในท่อ
ในกรณีที่ช่องว่างในเพดานมีมากกว่า 0.08 เมตร และมีวัสดุติดไฟจะต้องมีสปริงเกลอร์ 2 ชั้น คือที่ระดับฝ้าเพดานและในฝ้าเพดาน ในกรณีที่มีช่องว่างเพดานหลังคาจั่วก็จะต้องมีสปริงเกลอร์ 2 ชั้น เช่นกัน คือ ที่ระดับฝ้าเพดาน และอีกชั้นเกาะไปตามความเอียงของหลังคาจั่ว
ในกรณีที่มีโถงโล่ง (Atrium) ก็จะต้องมีการติดตั้งสปริงเกลอร์ตามปกติ แต่สปริงเกลอร์นี้อาจจะไม่สามารถดับไฟที่เบื้องล่างได้ แต่จะช่วยลดความร้อนของโครงสร้างหลังคา Atrium นี้ เพื่อยึดเวลาการถล่มของโครงสร้าง Atrium เนื่องจากความร้อน การดับเพลิงในบริเวณโถงโล่งจะต้องใช้สายส่งน้ำดับเพลิง หรือปืนฉีดน้ำ (Fire Monitor หรือ Fire Gun)
            ในกรณีที่ Atrium มีช่องแสง (Sky Light) ช่องแสงนี้จะต้องทำจากวัสดุที่ไม่ติดไฟ ไม่ก่อให้เกิดลูกไฟ หยดไฟ และไม่เป็นอันตรายเมื่อเกิดกระจกแตก

           เครื่องดับเพลิงมือถือ เครื่องดับเพลิงมือถือ (Portable Fire Extinguisher) เป็นอุปกรณ์ช่วยในการดับเพลิงในขณะที่เพลิงยังมีขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพและคนทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้ไม่ยากนัก ตำแหน่งที่ติดตั้งจะอยู่ในที่เดียวกันกับตำแหน่งสายส่งน้ำดับเพลิง และตำแหน่งเสริมอื่น ๆ เช่น บริเวณห้องครัว ห้องเครื่อง ห้องเก็บของ ห้องเก็บสารไวไฟ เป็นต้น

            ขนาดของเครื่องดับเพลิงมือถือที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ ขนาด 10 กก. เนื่องจากมีขนาดและน้ำหนักที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ ไม่หนักหรือเทอะทะจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็จะมีสารดับเพลิงที่พอจะใช้ดับเพลิงได้
เครื่องมือดับเพลิงมือถือที่ใช้โดยทั่วไปจะบรรจุผงเคมีแห้ง เช่น โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต ที่มีคุณสมบัติในการดับเพลิงได้ทั้ง 3 ประเภท คือ A (ไม้ กระดาษ) B (น้ำมัน สารไวไฟ) C (อุปกรณ์ไฟฟ้า) แต่เนื่องจากผงเคมีเมื่อใช้งานแล้วจะสกปรก ดังนั้นในการดับเพลิงเนื่องจากอุปกรณ์ไฟฟ้า จึงมักจะนิยมใช้พวกสารดับเพลิงที่เป็นก๊าช เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการสกปรก แต่จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าชนิด A,B,C และมีราคาของเครื่องดับเพลิงแพงกว่า

            ในกรณีที่ต้องการประสิทธิภาพในการดับเพลิงสูงขึ้นเฉพาะเรื่อง ก็มีสารดับเพลิงอื่นให้เลือกใช้ได้ เช่น พวกโปตัสเซี่ยมไบคาร์บอร์เนตจะมีประสิทธิภาพในการดับเพลิงประเภท B ได้ดีกว่า พวกนี้มักจะนิยมใช้ในสถานีบริการน้ำมัน การติดตั้งเครื่องดับเพลิงจะต้องติดตั้ง "ภายนอก" ห้องที่ป้องกัน เพราะเมื่อเกิดอัคคีภัยจะดำเนินการจากภายนอกห้อง คงไม่มีใครจะเสี่ยงเข้าไปหยิบเครื่องดับเพลิงจากภายห้องที่เกิดเหต ุตำแหน่งที่ติดตั้งจะต้องเห็นได้ชัดเจนและมีป้ายแสดงพร้อมวิธีการใช้เครื่องมือดับเพลิงอย่างถูกต้อง เครื่องมือดับเพลิงมือถือ จะต้องตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานและจะต้องมีการซ้อมให้รู้จักวิธีการใช้อยู่เป็นประจำ 

            ระบบดับเพลิงพิเศษ นอกจากระบบดับเพลิงต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีระบบดับเพลิงพิเศษอีกเช่น ระบบที่ใช้สารดับเพลิงเป็นก๊าช เช่น ฮาลอน FM 200 คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นระบบที่ติดตั้งและสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติเหมาะกับห้องคอมพิวเตอร์ ห้องอุปกรณ์โทรคมนาคม อุปกรณ์ไฟฟ้า เนื่องจากอุปกรณ์ เหมือนกับกรณีที่ใช้น้ำเป็นสารดับเพลิงในระบบสปริงเกลอร์ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ฮาลอน ถือว่าเป็นสารประเภท CFC ซึ่งจะถูกยกเลิกเนื่องจากไปทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ จึงไม่มีการใช้ระบบนี้อีกต่อไป ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อฉีดออกมาจะทำให้เกิดหมอกขาว หากมีผู้อยู่ในห้องจะทำให้มองไม่เห็นทางออก และจะขาดออกซิเจน เนื่องจากการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการดับเพลิง ต้องใช้ถึง 40% โดยปริมาตร นอกจากนี้ยังมีระบบที่ใช้โฟม ซึ่งมีการนำไปใช้ในบริเวณที่มีน้ำมัน เช่นที่จอดรถ

 

ระบบควบคุมควันไฟ จุดมุ่งหมายของระบบควบคุมควันไฟ คือ

            1. ป้องกันไม่ให้ควันไฟเข้าสู่บริเวณบันได โถงลิฟต์ และชะลอการแพร่กระจายของควันไฟ
            2. ระบายควันไฟ ก๊าชพิษ และความร้อนออกจากบริเวณที่เกิดอัคคีภัย
การดำเนินการเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ในข้อแรก มักจะใช้วิธีอัดอากาศ (Pressurizing System) เช่น การอัดอากาศในบันไดหนีไฟ การอัดอากาศในบริเวณโถงลิฟต์ การอัดอากาศในพื้นที่ข้างเคียง หรือชั้นบนและล่างของชั้นที่เกิดอัคคีภัย

การดำเนินการเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ในข้อที่ 2 จะใช้วิธีการระบายอากาศควันออก (Smoke Exhaust System) เช่น การใช้พัดลมดูดอากาศออกจากชั้นที่เกิดอัคคีภัย การระบายควันออกจากโถงอาคาร การระบายควันออกจะช่วยลดปริมาณควันในพื้นที่ ทำให้คนสามารถเห็นทางหนีได้ ลดอัตราจากการสำลักควันไฟ และลดความร้อนซึ่งจะช่วยให้ชะลอการถล่มของโครงสร้างอาคาร ประสบการณ์จากการเผาโรงงานแทนทาลั่มที่ จ. ภูเก็ต พบว่าอุปกรณ์ระบายอากาศที่หลังคา (Roof Ventilator) ช่วยให้หลังคาโรงงานไม่ถล่มลงมา การเสียหายของอุปกรณ์จำกัดอยู่ในวงแคบไม่กระจายตัว สามารถนำเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าไปใช้ต่อได้ ไม่มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากควันและไฟ ทั้ง ๆ ที่ภายในโรงงานมีสารเคมี และพลาสติก รวมทั้งมีน้ำมันและยางมะตอยที่นำมาโดยผู้เผาโรงงาน

หากใช้พัดลมในระบบนี้ จะต้องใช้พัดลมที่ทนความร้อนได้สูง และสายไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าให้กับพัดลมจะต้องเป็นสายไฟชนิดทนไฟ รวมทั้งต้องใช้ระบบไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง

การทำงานของระบบจะมีระบบควบคุมการทำงานของพัดลม และการควบคุมความดันลมจะเชื่อมโยงกับระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติและระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และระบบนี้จะต้องใช้รับการทดสอบว่าใช้งานได้ดีอยู่เสมอเช่นเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่ายังใช้งานได้ตามปกติ

 


ข้อมูลจาก: http://she.cpportal.net